วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2551

พุทธมณฑล

เช้าวันเสาร์ อากาศสบายๆ ตื่นเช้ามาก็พยายามทำจิตใจให้สดชื่นเบิกบาน ว่าแล้วก็ชวนเพื่อนร่วมทางไปไหว้พระขอพรกันดีกว่า ... พุทธมณฑล เป็นสถานที่ที่พวกเราตั้งใจจะไปไหว้พระกัน ขับรถออกจากบ้านมุ่งหน้าไปตามถนนสายปิ่นเกล้า-นครชัยศรี แล้วก็แยกเข้าถนนพุทธมณฑลสาย 4 ไปเล็กน้อย ก็ถึงที่หมายปลายทาง โชคดีที่วันนี้ไม่ค่อยมีคนซักเท่าไหร เราจอดรถที่ลานจอดรถกว้างขวาง เดินเข้าไปในศาลาที่อยู่ติดกับลานจอดรถ จุดแรกที่เราตรงเข้าไปทันทีที่จอดรถ คือ แผงขายหนังสือ ... เห็นหนังสือเป็นไม่ได้ต้องตรงรี่เข้าใส่ ดูไปดูมา .... ก็ชวนกันไปไหว้พระก่อนดีกว่า เดี๋ยวค่อยกลับมาซื้อหนังสือ



เราก็เดินกันไปตามทางเดิน สู่องค์พระประธาน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางลีลา เป็นพระประธานของพุทธมณฑลมีความสูง 2,500 กระเบียด (ประมาณ 15.875 เมตร) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานนามว่า “พระศรีศากยะทศพลญาณประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์” รอบองค์พระประธานเป็นสถานที่จำลองของสังเวชนียสถาน 4 ตำบล คือ ตำบลอันเป็นที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน


... บริเวณองค์พระประธาน แดดค่อนข้างร้อน มีพุทธศาสนิกชนไหว้พระขอพรกันอยู่บางตา แต่ก็มีคนทยอยเดินมาเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง


บรรยากาศโดยรอบของพุทธมณฑลมีการจัดสวนไว้สวยงาม ถ้าแดดร่มลมตกเย็นๆ พาครอบครัวมาเดินเล่นน่าจะดีนะ... จะบอกให้!


การเดินทาง จากกรุงเทพฯ สามารถเข้าถึงได้หลายเส้นทาง ::

  1. เดินทางไปตามถนนเพชรเกษมถึงประมาณกิโลเมตรที่ 22 เลี้ยวขวาเข้าถนนพุทธมณฑลสาย 4 ไปประมาณ 8 กิโลเมตร

  2. เดินทางไปตามถนนสายปิ่นเกล้า-นครชัยศรี แล้วแยกเข้าถนนพุทธมณฑลสาย 4 ไปเล็กน้อย

  3. เดินทางโดยใช้ถนนพุทธมณฑลสาย 3 แยกเข้าสู่ถนนอุทยาน(อักษะ) เพื่อมุ่งเข้าสู่พุทธมณฑลได้ ถนนอุทยาน(อักษะ)เป็นถนนที่ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยแนวเสาไฟประดับรูปกินรี น้ำพุและไม้ประดับต่างๆ มีทัศนียภาพที่สวยงาม

ถ่ายภาพและเล่าเรื่องโดย: ครูเจี๊ยบ
(แหล่งข้อมูล: เว็บไซต์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)

เกาะเกร็ด นนทบุรี


เกาะเกร็ด แหล่งอารยธรรมไทย - มอญ ใกล้เมืองกรุง วันหยุดสุดสัปดาห์ หากไม่ต้องการขับรถไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ ให้เหนื่อยเมื่อยล้า เกาะเกร็ด อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ การเดินทางไปเที่ยวเกาะเกร็ดนี้ง่ายดายมาก ขับรถมาที่ 5 แยกปากเกร็ด เข้ามาทางท่าน้ำนนท์ แล้วไปลงเรือข้ามฟากที่วัดสนามเหนือ ... ข้ามฟากไปขึ้นที่ท่าน้ำวัดปรมัยยิกาวาส แล้วก็เดินตามทางเดิน แวะนมัสการพระพุทธรูปประจำจังหวัดนนทบุรี พร้อมชมพิพิธภัณฑ์ รัชการที่ 5



เกาะเกร็ดเป็นชุมชนชาวไทย-มอญ ที่อยู่กันอย่างสงบตามแบบวิถีไทย บนเกาะเกร็ดนี้จะไม่มีรถราวิ่งให้เสียอารมณ์ เท่าที่เห็นจะมีมอเตอร์ไซต์บ้าง จักรยานบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเดินเท้ากัน ไปตามถนนเล็กๆ รอบเกาะ การเดินเที่ยวชมวิถีชีวิตบนเกาะเกร็ดนี้ เดินกันไปได้เรื่อยๆ ตามทางเท้า ระหว่างทางจะมีร้านค้าเล็กๆ ซึ่งจริงๆ ก็คือส่วนของหน้าบ้าน ที่วางขายของที่ผลิตบนเกาะเกร็ด นั่น ก็คือผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาแบบต่างๆ ให้เลือกซื้อหาเป็นของที่ระลึก ติดไม้ติดมือกลับไป

หากใครที่ต้องการชม วิธีการทำเครื่องปั้นดินเผา ก็จะมีให้แวะชมเรื่อยๆ ตามทาง ... ชาวบ้านที่นี่ใจดี สนใจจะชมการทำเครื่องปั้นดินเผา ก็แวะเข้าไปชมได้เลย ปั้นกันให้ดูสดๆ งานเขาปราณีตจริงๆ นอกจากจะมีงานปั้นให้ชมแล้ว เดินไปเดินมา อาจจะเจองานแกะสลักลวดลายบนดินเผานี้ ... เห็นแล้วน่าชื่นชมจริงๆ เป็นงานที่ละเอียดอ่อนมากๆ ... ตามสองข้างทางที่เดินชม ท้องร้องเพราะความหิวขึ้นมาเมื่อไร ก็สามารถมองหาร้านอาหารได้ง่ายดาย เรียกว่า ทุกๆ 2 หลังคาเรือน จะเจอร้านขายอาหาร ..... ท่านใดที่มีเวลามากพอ ขอแนะนำให้ไปขึ้นเรือนำเที่ยว ไปชมรอบเกาะเกร็ด และแวะดูการทำขนมหวานที่ "คลองขนมหวาน" พร้อมซื้อขนมติดไม้ติดมือไปด้วยก็ดีนะจะบอกให้ ...

ถ่ายภาพและเล่าเรื่องโดย: ครูเจี๊ยบ

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ



อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพเป็นโบราณสถานสำคัญที่น่าสนใจศึกษาหาความรู้มากที่สุดแห่งหนึ่งของเพชรบูรณ์ ได้รับรางวัล Thailand Tourism Award ประจำปี 2543 ประเภทแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมโบราณสถานยอดเยี่ยม






อุทยานฯมีพื้นที่ครอบคลุมโบราณสถานในเมืองเก่าศรีเทพ ซึ่งมีชื่อเดิมว่า "เมืองอภัยสาลี" สร้างขึ้นในยุคขอมเรืองอำนาจ มีอายุไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี เมืองโบราณศรีเทพมีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 2,889 ไร่ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เมืองส่วนใน มีพื้นที่ 1,300 ไร่ มีลักษณะเป็นรูปเกือบกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 กิโลเมตร มีช่องทางเข้าออก 6 ช่องทาง พื้นที่ภายในเป็นที่ราบลอนคลื่น มีสระน้ำ หนองน้ำกระจายอยู่ทั่วไป



พบซากโบราณสถานกว่า 70 แห่ง บางแห่งได้รับการขุดแต่งบูรณะแล้ว และ เมืองส่วนนอก มีพื้นที่ 1,589 ไร่ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าต่อกับเมืองส่วนใน ขนาดเป็น 2 เท่าของเมืองส่วนใน มีช่องทางเข้าออก 6 ช่องทาง มีสระน้ำกระจายอยู่ทั่วไป และพบโบราณสถานกระจายอยู่แบบเดียวกัน
(แหล่งข้อมูล: เว็บไซต์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)


แหล่งขุดค้นทางโบราณคดี ::

การเยี่ยมชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพนี้ หากไม่ใช้บริการรถรางของทงอุทยานฯ คุณก็สามารถขับรถส่วนตัวไปตามเส้นทางที่จะมีป้ายบอกทางเป็นระยะๆ ... ภายในพื้นที่อันกว้างใหญ่ของอุทยานฯ จะพบกับอาคารขนาดไม่ใหญ่มากนัก 1 หลังมีป้ายบอกทางว่า "แหล่งขุดค้นทางโบราณคดี" พวกเราจอดรถไว้ในลานจอดรถขนาดกระทัดรัด และเดินเข้าไปตามทาง ภายในอคาร "แหล่งขุดค้นทางโบราณคดี" นี้ มีซากโครงกระดูกของช้าง และมนุษย์ให้เราได้ชม และศึกษาข้อมูล



ข้อมูลทั่วไป::

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00–16.30 น. อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 30 บาท รถยนต์นำเข้าอุทยาน คันละ 50 บาท สำหรับผู้ที่สนใจเข้าชมเป็นหมู่คณะและต้องการติดต่อวิทยากรบรรยาย ติดต่อโดยตรงได้ที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ 67170 โทร. 0 5682 0122, 0 5682 0123



การเดินทาง::
เมืองศรีเทพอยู่ห่างจากตัวเมืองเพชรบูรณ์ประมาณ 130 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 21 เส้นสระบุรี-หล่มสัก ถึงหลักกิโลเมตรที่ 102 แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 2211 ไปอีกประมาณ 9 กิโลเมตรจะเห็นป้ายบอกทางเข้าอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพอยู่ด้านขวามือ รถโดยสารประจำทาง มีทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศออกจากสถานีขนส่งหมอชิต กรุงเทพฯ มาลงที่ตลาดอำเภอศรีเทพ (บ้านกลาง) แล้วต่อรถรับจ้างเข้าสู่อุทยานฯ

จากอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เพชรบูรณ์ หากขับรถไปอำเภอวิเชียรบุรี ตามถนนหลวงหมายเลข 2275 เพื่อที่จะเดินทางต่อไปยัง "เขาค้อ" จะพบกับรถบรรทุกอ้อยตลอดเส้นทาง บ้างก็วิ่งดีๆ อยู่ตามถนนหลวง ... บ้างก็นอนตะแคงอยู่ริมข้างทาง ... ก็บรรทุกหนักซะขนาดนั้น เข้าโค้งที่จะเหลือเหรอ...

นี่ก็อีกคันหนึ่ง ... จริงๆ ก็เป็นหนึ่งในอีกไม่รู้กี่สิบคัน บรรทุกกันซะเต็ม (ล้น...เกิน) พิกัดกันซะขนาดนี้ ... ใครที่สนใจต้องการชมวิถีชีวิตของชาวไร่อ้อย ถ้ามีโอกาสไปเพชรบูรณ์ลองขับรถไปตามถนนหลวงเส้นเล็กๆ เช่น หมายเลข 2275 (ไม่ใช่ทางหลวงหมายเลข 21 นะ เส้นนี้ใหญ่ไป ... ไม่ได้สัมผัสวิถีชีวิต) ... จะมองหาเพื่อนร่วมทางที่เป็นรถเก๋งยากมาก จะมีแต่รถกระบะ ... รถบรรทุกอ้อย... รถอีแต๋น และฝูงวัว


ถ่ายภาพและเรื่องโดย: ครูเจี๊ยบ


วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2551

วัดบรมราชากาญจนาภิเษกฯ

วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ฯ อำเภอบางบัวทอง จ. นนทบุรี อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก วันหยุดสุดสัปดาห์ พาสมาชิกในครอบครัว เพื่อนๆ เดินทางกันไปทำบุญกัน นอกจากจะได้อิ่มบุญกันแล้ว ยังอิ่มตากับความวิจิตรบรรจง อลังการ งดงามของศิลปแบบจีน


ซุ้มประตูทางเข้าวัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ คณะสงฆ์จีนนิกายรังสรรค์


วัดบรมราชาฯ นี้ เดิมเป็นโรงเจเก่า ต่อมาได้มีการสร้างใหม่อย่างวิจิตรสวยงามด้วยศิลปะแบบจีน เพื่อร่วมเฉลิมฉลองและถวายเป็นพระราชกุศลในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครองราชย์ครบ 50 ปี



วัดแห่งนี้ เป็นที่ประดิษฐานของพระประธาน 3 องค์ที่เป็นสัญลักษณ์เปรียบเสมือน
ศูนย์กลางของพุทธจักรวาล


วิหารพระอวโลกิเตศวร พระกวนอิมโพธิสัตว์ (เจ้าแม่กวนอิม) สร้างจากไม้สักแกะสลักอย่างสวยงาม

การเดินทาง ::
  • หากขับรถมาตามถนนงามวงศ์วาน มุ่งหน้าไปทางแคราย เข้าถนนรัตนาธิเบศร์ ข้ามสะพานพระนั่งเกล้า พอลงสะพานมาก็พยายามวิ่งทางคู่ขนาน เพราะว่าพอถึงแยกบางพลู ต้องเลี้ยวขวาที่แยกนี้ ... อย่าเผลอขับรถข้ามสะพานที่แยกนี้นะ ถ้าข้ามไปแล้ว ก็หาทาง U-turn กลับมาได้เลย ... พอเลี้ยวขวาที่แยกบางพลูนี้แล้ว ให้ขับตรงไปเรื่อยๆ จะมีป้ายบอกทางไปวัดบรมราชาฯ หาไม่ยากหรอก จุดสังเกตคือ จะผ่าน สำนักงานเทศบาลเมืองบางบังทองก่อนนะ (อยู่ทางขวา) พอเลยเทศบาลมาไม่ไกล ก็ใกล้จะถึงวัดแล้ว หน้าปากซอยเข้าวัดจะมีปั๊มน้ำมัน ปตท. ให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยนี้เลย (ถ้าเลยปั๊ม ปตท. นี้ แสดงว่าเลยแล้ว) เข้าไปในซอยนิดเดียว จะเห็นวัดอย่างชัดเจนอยู่ทางซ้าย เลี้ยวรถเข้าไปที่จอดรถได้เลย

ถ่ายภาพและเล่าเรื่องโดย: ครูเจี๊ยบ

ตลุยบึงฉวาก สุพรรณบุรี


... ก่อนอื่นขอบอกว่า ใครที่คิดจะไปเที่ยวบึงฉวาก จังหวัดสุพรรณบุรี ขอแนะนำให้ออกเดินทางจากกรุงเทพแต่เช้า เพราะว่าระยะทางไกลไม่ใช่เล่น ครั้งแรกที่ได้ยินคนบอกว่า บึงฉวากน่าเที่ยว อยู่จังหวัดสุพรรณบุรี ฟังดูก็ไม่น่าไกล สุพรรณบุรีอยู่แค่นี้เอง ถนนสาย 340 ก็เป็นถนนหลวงที่ปรับปรุงให้ใหม่อยู่ตลอดเวลา ทำให้คิดไปว่า ขับรถแป๊บเดียวคงถึง ... แต่ที่ถึงเร็วนั่นนะ คือ ตัวเมืองสุพรรณ นะจะบอกให้... ถ้า
จะไปให้ถึงบึงฉวาก ต้องขับรถจากตัวเมืองสุพรรณไปอีก 60 กว่ากิโลโน้น ... อยู่ติดกับ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท โน้นเลยจ้า รวมความแล้ว ระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึง บึงฉวาก ก็ราวๆ 170 กิโลเมตร เห็นจะได้ (กรุงเทพ - สุพรรณ ประมาณ 100 กม. และ ตัวเมืองสุพรรณ ถึง บึงฉวาก ราวๆ 67 กม.)

เราออกเดินทางจากบ้านแถวประชาชื่น-นนทบุรี ราวๆ 9 โมงเช้า (สายนะเนี่ย) ไปตามเส้นทางที่ใกล้บ้านมากที่สุด นั่นคือ สะพานพระราม 5 โดยขับรถไปถึงสี่แยกแคราย เลี้ยวซ้าย ตามป้ายสะพานพระราม 5 ไปโลด จากนั้นขับไปเรื่อยๆ แล้วก็เปลี่ยนไปตามป้าย "บางบัวทอง" วิ่งฉิวๆๆๆ ไป พอเห็น
ป้ายบอกทางไป "สุพรรณบุรี" ที่แยกออกไปด้านซ้าย ทางหลวงหมายเลข 340 เราก็มุ่งหน้าตามป้ายนั้นไปโลดลิ่วเลย ถนนดีจริงๆ เหยียบคันเร่งไปได้สบายๆ แต่ขอบอกว่าถ้าเดินทางช่วงสายๆ แบบนี้ รถบรรทุกเยอะมากๆ

เดินทางถึงตัวเมืองสุพรรณบุรีราวๆ 10 โมงนิดๆ แวะสักการะ "ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง" จ.สุพรรณบุรี ใครที่จะมาสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ไปไม่ยากหรอก พอมาถึงตัวเมืองจังหวัดสุพรร
ณบุรี ก็มองหาป้ายบอกทางไปศาลเจ้าพ่อหลักเมือง แล้วก็ขับตามป้ายมาเรื่อยๆ หาไม่ยาก อยู่ติดถนนใหญ่

หลังจากที่กราบไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเรียบร้อยแล้ว ขับรถออกมา ก็ตามป้าย "บึงฉวาก" ซึ่งจะมีป้ายบอกทางตลอด ป้ายใหญ่ด้วย ถ้าใครพลาดป้ายบอกทางไปบึงฉวาก ก็สามารถตามป้ายบอกทาง "ชัยนาท" ได้ ... ไปทางเดียวกันนั่นล่ะ ไม่หลงหรอก .... พอเข้าถนนหลวงเส้นหลัก 340 ไปได้ ก็วิ่งโลดเลยนะ ตามป้าย "บึงฉวาก" ไปได้เลย มีป้ายบอกทางทุกๆ 10 กม. เห็นจะได้ ป้ายใหญ่โตสีน้ำเงิน ชัดเจนอยู่ริมถนนด้านซ้ายนะ ไม่ใช่เกาะกลางถนน เกาะกลางถนนจะเป็นหลักกิโลเมตร ของทางหลวง...

... ถึงที่หมายซะที เที่ยงพอดี ทำเวลาได้ไม่เบาที่เดียว ขับรถเรียบบึงมาเรื่อยๆ จะผ่านสวนสัตว์ เราไม่ได้แวะชม แต่ขับรถผ่านดู เห็นกรงลิง ม้าลาย นกชนิดต่างๆ เห็นมีกรงนกขนาดยักษ์ด้วยนะ ขับเรื่อยๆ มาตามทาง ก็ดูร่มรื่นดีนะ ผ่าน "อุทยานผักพื้นบ้านเพื่อการยังชีพ เฉลิมพระเกียรติบึงฉวาก" ... เดี๋ยวจะกลับมาแวะชมนะ ขับต่อไปจนถึง "สถานแสดงพันธ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ" ก็ยังคงไม่แวะ ขับต่อไปอีกนิดว่าจะมีอะไร ปรากฏว่า หมดแล้ว ... เลยต้องวกรถกลับ ... ลืมบอกไปว่า ริมทางที่ผ่านมามีร้านอาหารตลอดทางเลย ... วันนี้ ร้านอาหารดูเงียบเหงา ไม่มีคนเลย อาจจะเป็นเพราะเป็นวันจันทร์ เลยไม่ค่อยมีใครมาเที่ยว


กลับรถมา เลี้ยวเข้าที่จอดรถของ "สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ" ซึ่งมีที่จอดรถ 2 ส่วนนะ ลานจอดรถแบบตากแดด (ถึงก่อน ) กับ แบบในร่ม (เลยมาอีกนิด) ... เราเข้าจอดลานในร่ม สบาย ... แล้ก็เดินเข้าไปด้านใน ... พบกับ Food court ก่อนเลย ด้อมๆ มองๆ ทานอาหารเที่ยงดีกว่า ก็ซื้อคูปองอาหาร ทานพออิ่มท้อง ... ข้าวหมูแดงจานละ 20 บาท ... ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น ก็จานละ 20 บาท .... อิ่มกัน

... ได้เวลาซื้อตั๋วเข้าชมสัตว์น้ำ ผู้ใหญ่คนละ 30 บาทจ้า .. เห็นบอกว่าจะมีการแสดงนักประดาน้ำในตู้ปลาขนาดใหญ่ช่วง 13:30 น. จริงๆ มีหลายรอบนะ แต่เราพลากรอบ 12:00 น.ไปแล้ว

เดินเข้าไป ก็จะพบกับปลาหลากหลายชนิดในตู้กระจก มีป้ายบอกชื่อสายพันธุ์ มีปลาทะเลสีสันสวยงามให้ชมด้วย วันนี้ผู้คนบางตาจริงๆ ดี...ชอบๆๆๆ ไม่แออัด เดินเข้าไปบริเวณตู้ปลาใหญ่ เป็นอุโมงค์สั้นๆ ให้เข้าไปถ่ายภาพปลาได้





... เราเดินรีรออยู่นาน ไม่ถึง 13:30 ซะที เราเลยถอดใจ ไม่ดูแล้ว นักประดาน้ำ ... ออกไปดูจระเข้ดีกว่า

เดินออกจาก"สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ" เลี้ยวไปทางขวา จะพบป้ายบอกไปดูจระเข้ ... มีซุ้มขายเครื่องดื่ม 4-5 ซุ้ม ... มีอยู่ซุ้มหนึ่ง การตลาดดีเยี่ยม ใช้โทรโข่งเรียกลูกค้า ซุ้มนี้เค้าขาย "เฉาก๊วยชากังราว" แก้วละ 10 บาท หวานเย็นชื่นใจ ... เราแวะอุดหนุน 2 แก้ว หวานเย็นจริงๆ เนื้อเฉาก๋วยเหนียวนุ่มมาก อร่อยดี ... พอเราแวะซื้อ คนที่เดินอยู่แถวนั้น ก็แวะซื้อตามเยอะเลย ... ทานเฉาก๊วยชากังราว คลายร้อนไปได้บางเล็กน้อย

... เดินต่อไปตามป้าย "จระเข้" ... เป็นจระเข้น้ำจืด ตัวไม่ใหญ่มาก ทางเดินดูแข็งแรง มีรั้วเหล็กกั้น ไม่ให้คนตกลงไป ด้านล่างเป็นสนามหญ้า ... บ่อน้ำ มีจระเข้นอนอาบแดดหลายสิบตัว... มองไปมองมา เจอป้ายอยู่ป้ายหนึ่ง อ่านแล้วสะดุดตามาก เขียนว่า "จระเข้ทุกตัวโปรดทราบ ให้ผสมพันธุ์และวางไข่ในสถานที่ที่จัดไว้ให้" อื้ม! ... คนเรานี่ก็มีอารมณ์ขันดีนะ ... ที่ที่จัดไว้ให้นี้ คือห้องสำหรับวางไข่ มีป้ายบอก เห็นอยู่หลายห้องเหมือนกัน อิอิอิ จระเข้ที่นี่ คงได้รับการฝึกมาอย่างดี นะเนี่ย!





ถ่ายภาพ-เล่าเรื่องโดย: ครูเจี๊ยบ

อุทยานผักพื้นบ้านฯ บึงฉวาก

บึงฉวาก จังหวัดสุพรรณบุรี นี่ช่างกว้างใหญ่ซะเหลือเกิน เห็นว่า มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 2,700 ไร่เชียวนะเนี่ย นอกจากจะมีสัตว์บก สัตว์น้ำนานาชนิดให้ได้ชมและเรียนรู้กันแล้ว ยังมี "อุทยานผักพื้นบ้านเพื่อการยังชีพ เฉลิมพระเกียรติ" ที่อยู่ในความดูแลของกรมส่งเสริมการเกษตรให้ได้เยี่ยมชม ศึกษาเป็นความรู้อีกด้วย


อุทยานผักพื้นบ้านฯ ...หากใครขับรถมา ก็มีลานจอดรถอยู่ด้านหน้าเลย มีร่มไม้ให้ได้บังแดด ถึงจะไม่เหมือนลานจอดรถที่มีหลังคา แต่แค่ร่มไม้ก็ใช้ได้แล้ว ... จอดรถเรียบร้อยแล้ว ก็เดินมาที่ทางเข้าชมอุทยานผัก ... อากาศร้อนๆ แบบนี้ ถ้าคิดจะเดินชม คาดว่าจะคิดผิดอย่างมหันต์ ... มองยานพาหนะพาชมสวนดีกว่า ... ว่าแล้วก็เหลือบไปเห็นรถรางวิ่งออกมาจากอุทยาน มีผู้โดยสารนั่งอยู่กลุ่มหนึ่ง รถรางเคลื่อนออกมากลับรถ แล้วก็ไปจอดรถบริเวณซุ้มทางเข้า ... นึกในใจสงสัยเราจะตกรถรางเที่ยวนี้ซะแล้ว เดินรีๆรอๆ เห็นมีคนอีกกลุ่มหนึ่งวิ่งไปขึ้นรถราง ... อื้ม! พอมีหวัง เราก็รีบเดินกันไป โชคดีจริงๆ เจ้าหน้าที่กำลังเดินเก็บค่าโดยสารอยู่พอดี เราก็กระโดดขึ้นรถรางเลย ...



เจ้าหน้าที่บอก "ท่านละ 10 บาทครับ" ... ถูกเชียว! ว่าแล้ว เหรัญญิกของเราก็จ่ายค่าโดยสารไป 30 บาท จากนั้น ก็เริ่มต้นออกเดินทางชมสวน ... เจ้าหน้าที่ผู้ที่เก็บสตางค์ค่าโดยสาร ก็คือ พลขับ และมัคคุเทศนำทางนั่นเอง ... แหม! 3-in-one เชียวนะเนี่ย ... รถรางพาเราชมพันธุ์ไม้นานาชนิด มีฟัก แฟง ต่างๆ น่าตาแปลกๆ ให้ผลทั้งใหญ่ ทั้งยาว ปลูกได้เก่งจริงๆ รถรางก็ลัดเลาะสวนไปเรื่อยๆ ตามเส้นทาง มัคคุเทศก็บรรยาย ให้ความรู้กับพวกเราในเรื่องของพันธุ์ไม้แปลกๆ ที่ปลูกเรียงรายอยู่ในสวน ตลอดทั้ง 2 ฝั่ง ถนนยาวคดเคี้ยวไปเรื่อยๆ แดดร้อนระอุจริงๆ ต้นไม้ที่มีชื่อประหลาดๆ เช่น ต้นซาดิส ... ต้นเถ้าแก่ตีเมีย (ทำนองเนี่ย) เป็นต้น

เมื่อรถรางมาถึงบริเวณกรงผีเสื้อ ... มัคคุเทศก็หยุดรถ และบอกให้เวลาเราลงไปชมผีเสื้อ และซุ้มไม้เลื้อย ที่มีน้ำเต้า ฟัก ... โดยให้เวลา 5 นาที มีผู้โดยสารร้องออกมาว่า "โอ้ย! 5 นาที เดินลงจากรถรางก็หมดเวลาแล้ว" มัคคุเทศอารมณ์ดี บอกว่า "มากกว่า 5 นาทีซักนิดก็ได้ครับ ไม่ว่ากัน"


เรากระโดดลงจากรถราง เดินผ่านม่านโซ่ชั้นที่ 1 ผ่านประตูกระจก และผ่านม่านโซ่หนักๆ ชั้นที่ 2 เพื่อเข้าสู่สวนผีเสื้อ มองซ้าย มองขวา ก้มๆ เงยๆ อื้ม! ไม่เจอผีเสี้อซักตัว เฮ้อ! ... ลองเงยหน้าขึ้นไปด้านบน อู๊ย! บินกันอยู่ติดหลังคา 2-3 ตัว แย่เลย ... ออกดีกว่า! เดินไปดูซุ้มไม้เลื้อย ได้ภาพน้ำเต้ามาฝาก 1 ลูก ...ลูกใหญ่เป้งเลยนะเนี่ย จริงๆ มีอีกเยอะ ห้อยกันกระโตงกระเตงเลย ปลูกได้งามจริงๆ ... ผู้โดยสารทั้งหมดก็ลงเดินถ่ายภาพกันเป็นการใหญ่ โอ๊ย! ร้อนสุดๆ .. เรากลับมานั่งคุยกันที่รถราง หาร่มพักกันดีกว่า แดดเปรี้ยงเลย นึกไม่ออกเลยว่า ถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนจะแค่ไหนเนี่ย บรื้อ! ไม่อยากคิด

พอได้เวลา ทุกคนกลับมาที่รถครบแล้ว ... รถรางก็พาเราชมสวนต่อไป มัคคุเทศบรรยายให้ความรู้ ปนมุขเล็กๆ ให้ได้ขำ ... ชื่อต้นไม้บางต้นแปลก และตลกมา รวมทั้งมีตำนานเรื่องเล่าด้วยนะ ไม่ธรรมดาเลย ....




หลังจากที่ชมสวนครบแล้ว ก็กลับมายังจุดเริ่มต้นอีกรอบ ... เราก็ลงเดินไปแวะอุดหนุนผักปลอดสารพิษ ที่กลุ่มชาวบ้านมาเปิดซุ้มขายอยู่ด้านหน้า เราซื้อผักชื่ออะไรไม่รู้ เห็นคุณป้าที่ขายบอกว่า ทำเป็นผักสลัดก็ได้ หน้าตาคล้ายผักกาดแก้ว หรือจะต้มจืดก็ได้นะ อุดหนุนชมพู่คุณป้ามา 1 ถุง ถามคุณป้าว่าทั้งหมดราคาเท่าไร คุณป้าว่า "20 บาทจ้ะ... ถุงละ 10 บาท" ... โอ๊ย! คุณป้า ทำไมขายถูกแบบนี่แหล่ะ ...

ป้าตอบได้อย่างน่าเอ็นดูว่า "เศรษฐกิจพอเพียงจ้ะ... ขายให้พออยู่ได้ ก็พอแล้ว" .... น่ารักซะไม่มีล่ะ

เดินต่อไปร้านสุดท้าย ขายมะม่วง ก็อุดหนุนมาหลายกิโล เหลือบไปเห็นคุณลุงหาบ "ขนมข้าวเกรียบว่าว" ถุงใหญ่ๆ (ไม่รู้เรียกว่าแบบนี้หรือเปล่า) ก็เลยอุดหนุนมาอีก 2 ถุง .... เฮ้อ! ครบถ้วนกระบวนความ ได้เวลาอันสมควรแล้ว เดินทางกลับได้ ... กะว่าขากลับกรุงเทพฯ จะแวะ "ชม...ตลาดร้อยปี สามชุก" ซะหน่อย ... ทางผ่านน่ะ


ถ่ายภาพ - เล่าเรื่องโดย: ครูเจี๊ยบ


ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง

“ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง” อำเภอพระประแดง จ. สมุทรปราการ ตลาดน้ำวิถีชาวบ้าน ใกล้ๆ เมืองกรุง การเดินทางสะดวก ขับรถขึ้นทางด่วนไปทางเส้นดาวคะนอง ข้ามสะพานแขวนพระราม 9 ไป พอลงจากสะพานแขวน ให้เลี้ยวซ้ายไปทางถนนสุขสวัสดิ์ ขับตรงไปถึงสามแยกพระประแดง-สุขสวัสดิ์ ก็ให้เลี้ยวซ้ายอีกที คราวนี้ ก็ง่ายเลย จะมีป้ายบอกทางไป “ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง” ตลอดเส้นทางเลยไม่ต้องกลัวหลง ป้ายที่ว่านี้ จะเริ่มที่ เหลืออีก 17 กิโลเมตรจะถึงจุดหมายปลายทาง ขับตามไปเรื่อยๆ จนเหลือ 5 กิโลเมตร --- 1 กิโลเมตร --- 500 เมตร แล้วก็เลี้ยวขวาเข้าตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง … มีเจ้าหน้าที่ให้บริการบอกทางไปที่จอดรถ และที่สำคัญ เจ้าหน้าที่ที่เราเห็นแต่งชุดคล้ายรปภ. เป่านกหวีด โบกให้รถวิ่งเข้า ออก นอกจากจะมีผู้ชายร่างใหญ่สมกับที่เป็นเจ้าหน้าที่ รปภ. แล้ว ยังมีคุณป้า 2-3 คน แต่งเครื่องแบบเดียวกันนี้ คอยเป็นจราจรกะเขาด้วย เห็นแล้วน่ารักจริงๆ (ในใจคิดสงสารมากกว่า กลัวป้าเป็นลม เพราะแดดร้อน ฝุ่นก็เยอะ)

ที่จอดรถเป็นลานดินกว้างๆ มีรถจอดอยู่เต็มพอสมควร … เราก็ขับเข้าไปตามที่เจ้าหน้าที่บอก ปรากฏว่า ต้องจอดแถวกลางๆ แบบว่ากลางลาน ซึ่งมองดูแล้ว รถที่จอดเขาซองอยู่แถวหน้าเรา จะออกไม่ได้แน่นอน … แถวที่เราจะจอดนี้เป็นแถวเสริม เจ้าหน้าที่เดินบอกให้รถที่จอดแบบนี้ ปลดเบรกมือ และเข้าเกียวร์ว่างไว้ เผื่อเข็น เราก็ลังเลลังเล แต่ก็ทำตามที่เจ้าหน้าที่ว่า … ช่วงกำลังลังเลอยู่ ปรากฏว่ามีคนที่ซื้อของเสร็จแล้ว กำลังจะกลับ เดินทางที่รถพอดี และเป็นทำเลดีด้วย เพราะเข้าซองถูกต้อง … ผู้ร่วมเดินทางของเรา 2 คนก็เลยเดินไปจ่อรอเลย จองที่ไว้ก่อนเลย และโชคดีมาก ไม่มีรถคันไหนได้เข้ามาในลานนี้อีก เนื่องจากเต็มแล้ว เราก็เลยสบายๆ ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องกลัวคนแย่ง และที่สำคัญ มีรถเจ้ากรรมอยู่ 2 คัน ไปจอดปิดทางออกมิดเลย … เจ้าของรถก็ไปแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ไม่เห็นตอนที่รถ 2 คันนี้มาจอด คราวนี้ ใครที่จะขับรถออกจากลานนี้ก็ต้องขับสวนไปทางเข้า ซึ่งก็ยิ่งน่าสงสารคุณป้าที่กำกับดูแลการเข้าออกของรถ ที่ต้องคอยห้ามรถถเข้า ต้องคอยปล่อยรถออก เรียกว่านั่วเนี่ยเลยงานนี้ ลืมบอกไปว่าเราไปถึงที่นี่เวลาประมาณ 9 โมงกว่าๆ เห็นจะได้

ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ... บรรยากาศใช้ได้เลยทีเดียว ถึงแม้อากาศในตอนสายๆ ของวันนี้ค่อนข้างร้อน แดดแรง ตอนที่เดินจากลานจอดรถมาที่ตลาด ระยะทางก็ไม่ไกลมาก ตามทางก็เจอกับร้านค้าขายสินค้า OTOP อยู่ภายใต้เต๊นท์ผ้าใบผืนใหญ่ เราก็เดินดูของมาเรื่อยๆ ยังไม่มีอะไรเตะตาต้องใจมากนัก พอพ้นจากร้านค้าย่านนี้ ก็จะมีสะพานไม้ดูแข็งแรงข้ามคลอง เพื่อเข้าสู่ตลาดน้ำบางน้ำผึ้งขนานแท้ ... ผู้คนเริ่มทยอยกันเข้าชมตลาด แต่ก็ไม่ถึงกับแออัดมากนัก ทางเดินก็เป็นทางเดินลาดปูนอย่างดีและไม่คับแคบจนเกินไป สามารถเดินสวนกันได้ และหยุดซื้อของได้ โดยที่ไม่ต้องเบียดเสียดยัดเยียดมากนัก ... เราเลยตัดสินใจจะเดินชมตลาดกันให้ทั่วๆ ก่อน 1 รอบ ดูว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง แล้วค่อยเดินกลับมาอีกรอบ กลับมาโฉบของที่เล็งๆ ไว้ ถ้าเดินลึกเข้าไปในส่วนที่เป็นสวน ร่มรื่น จะมีโต๊ะใต้ต้นไม้ให้นั่งทานอาหารได้ด้วยนะ แต่ไม่อยู่ติดน้ำ เป็นวิวในสวนแทน

กลิ่นอาหารโชยมาเตะจมูก ... เริ่มตั้งแต่ "หอยทอดขนมครก" ไม่รู้ว่าชื่อจริงๆ เรียกแบบนี้หรือเปล่า แต่ที่เห็นคือแม่ค้ากำลังทอดหอยทอดอยู่ในเตาขนมครก เราก็ได้แต่ชายตามองดู มีคนเข้าคิวรอซื้อกันอยู่ แปลกดี ... สองข้างทางที่เดินไป ด้านหนึ่งจะติดกับริมน้ำ มีเรือจอดขายอาหารริมตะลิ่ง ส่วนมากจะเป็นก๋วยเตี๋ยว แม่ค้าจะนั่งชงก๋วยเตี๋ยวอยู่ในเรือ ส่วนลูกค้าจะนั่งทานอยู่บนบก เป็นโต๊ะเตี้ยๆ เก้าอี้ตัวเล็กๆ นั่งกันหัวเข่ากระแทกคางเลย เก้าอี้เหมือนเก้าอี้เด็ก นี่ถ้าใครกระดูกไขข้อที่เข่าไม่ดี มีหวังอดทาน แต่บางร้านก็จะมีโต๊ะใหญ่ๆ ให้นั่ง แต่จะไม่ติดริมน้ำ คนตรึม... ถ้าจะนั่งโต๊ะใหญ่ต้องเข้าคิวรอ




พวกเราเดินชมตลาดจนครบ 1 รอบ โฉบได้ขนมครก ขนมโบราณชื่อว่า "ขนมใบไม้" คนขายบอกว่าโบราณมากๆๆๆๆ ต้องลองทานดู หาซื้อยาก เราก็เลยอุกหนุนมาลองชิมดู ดูเหมือนจะเป็นขนมตระกูลขนมเปียหรือไงนี่แหล่ะ แปลกดี ที่แปลกและโบราณเป็นที่ขึ้นชื่อของที่นี่อีกอย่างคือ "ขนมม้าฮ่อ" ... เดินไปเจอ มีขายอยู่ร้านหนึ่ง แม่ค้าใจดี มีให้ลองชิมด้วย น่าตาก็แปลกๆ เป็นสัปะรดชิ้นเล็กๆ มีของหวานคล้ายไส้สาคูปั้นกลมๆ แปะอยู่ข้างบน เวลาที่ลูกค้าซื้อ จะมีพริกแดงและผักชี้โรยหน้า เราเลยลองชิมกะเขาดู 1 ชิ้น อื้ม! แปลกอีกแล้ว แต่ไม่ได้อุดหนุนเขาหรอกนะ ขออภัย

เดินต่อไปเรื่อยๆ เริ่มหิว ก็เลยแวะทานก๋วเตี๋ยวต้มยำหมู เห็นคนทานเยอะดี ... นั่งทานกันเข่ากระแทกคางเลย เราได้โต๊ะนั่งติดริมน้ำ ติดกับเรือที่ชงก๋วยเตี๋ยว คนเซิฟไม่พอ เราก็เลยบริการตัวเอง รับชามก๋วยเตี๋ยวจากแม่ค้าเองเลย ชามเล็กๆ น่ารัก สั่งทานกันคนละ 2 ชาม พอแก้หิว แล้วก็สั่งไก่สะเต๊ะอีกร้านหนึ่งมาทานด้วย ไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร พออิ่มท้อง เวลาก็ล่วงเลยไปถึง 11 โมงกว่าแล้ว เราก็เลยเดินไปหากาแฟสดดื่มกัน ถามแม่ค้าแถวนั้น เขาว่าต้องเดินไปเกือบถึงทางเข้าตลาด ถึงจะเจอร้านกาแฟ เราก็เลยถือโอกาสกลับเลย เพราะไม่มีอะไรแล้ว

ขากลับออกมา เดินผ่านวัด ก็เลยทำบุญซะหน่อย ... ผ่านแม่ค้าขายส้ม แม่ค้าเชิญชวนให้ชิม บอกว่าเป็นส้มเขียวหวานผสมส้มเช้ง เวลาทานหั่นเหมือนทานส้มเช้ง แม่ค้าบอกว่า "...ไม่ซื้อไม่ว่า แต่ไม่ชิมจะเสียใจมาก" เราก็เลยไม่ขัดศรัทธา กลัวแม่ค้าเสียใจ ก็เลยแวะชิม อื้ม! หวานอร่อยมากๆ ตัดสินใจอุดหนุนกลับบ้าน... การเดินชมตลาดน้ำบางน้ำผึ้งของพวกเราในวันนี้ ก็จบลงที่ร้านกาแฟสด

....หากใครต้องการไปเดินชมตลาดเหมือนพวกเรา ขอแนะนำว่าอย่าไปสาย ควรไปถึงที่นี่ไม่เกิน 9 โมง ...ไม่เช่นนั้นท่านจะหาที่จอดรถลำบากมากๆ ขอบอก!

ถ่ายภาพและเล่าเรื่องโดย: ครูเจี๊ยบ