วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ตลาดน้ำวัดลำพญา จ.นครปฐม

ถ่ายภาพและเล่าเรื่องโดย :: ครูเจี๊ยบ
23 พฤศจิกายน 2551


วันหยุดสุดสัปดาห์ ... อากาศเย็นสบายๆ ของช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ขับรถออกไปเที่ยวเล่น สูดอากาศบริสุทธิ์ชานเมือง ... เช้านี้ ตื่นแต่เช้า ตั้งใจว่าจะไปเดินเที่ยวตลาดน้ำ ชมวิถีชีวิตชาวบ้านริมแม่น้ำท่าจีน ... ตลาดน้ำที่ว่านี้คือ "ตลาดน้ำวัดลำพญา" อ. บางเลน จ. นครปฐม อยู่ไม่ไกลจากบ้านเราเท่าไหร ใช้เวลาไม่เกิน 40 นาทีก็ถึงที่หมายแล้ว เราขับรถออกจากบ้านย่านประชาชื่น ใช้เส้นทางรัตนาธิเบต ขับตรงไปทางบางบัวทอง - สุพรรณบุรี ผ่านบางใหญ่ แล้วก็เลี้ยวซ้ายที่แยก "นพวงศ์" ทางไปบางเลน ขับตรงไปเรื่อยๆ ประมาณไม่เกิน 20 ก.ม. จะเห็นป้ายเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ "ตลาดน้ำวัดลำพญา" ... เราเคยมาที่ตลาดน้ำนี้แล้ว 1 ครั้ง แต่วันนั้นฝนตกเฉอะแฉะมากๆ แล้วก็หาที่จอดรถไม่ได้ ซึ่งทางเข้าตลาดน้ำฯ นี้ สามารถเข้าได้ 2 ทาง .. ครั้งแรกที่มาเราไปเข้าทางที่อยู่ก่อนถึงสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน ... ทางค่อนข้างเป็นหลุมเป็นบ่อมากๆ แล้วก็มีช่วงทำถนนด้วย ... คราวนี้ เราเลยตัดสินใจ ไม่เลยไปเข้าทางเดิมที่เคยเข้า ทางที่ว่านี้ หากขับรถมาตามเส้นทางที่ว่า จะเห็นป้ายแยกเข้าทางซ้ายมือเหมือนกัน ก็เลี้ยวเข้าไปเลย ระยะทางประมาณ 11 ก.ม. ถนนเส้นเล็ก แต่สภาพดีมากๆ ดีกว่าทางเข้าตรงสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีนอีก

... วันนี้เราไปถึงตลาดน้ำวัดลำพญาประมาณ 9 โมงกว่าๆ ที่จอดรถมากมาย ผิดกับครั้งแรกที่แวะมาเลย เราเลือกจอดรถได้อย่างสบาย ถ้าใครสนใจจะไปเดินชมตลาด ขอแนะนำให้มาเวลาประมาณนี้ แล้วก็ขับรถเข้าไปจอดที่ลานจอดรถในโรงเรียน ถ้าได้ที่จอดรถหน้าเสาธง ใกล้ๆ ทางออกจะเยี่ยมมาก เพราะเวลาจะกลับก็สะดวกมากๆ แต่ถ้าใครจะซื้อของเยอะ ก็หาที่จอดใกล้ๆ ตลาดหน่อยก็ดี ขอบอกว่า ตลาดนี้ ของน่าซื้อเยอะมากๆ

... เดินเข้ามาตามทาง จะมีร้านขายของมากมาย เริ่มด้วยร้านขายต้นไม้ เราแวะก่อนร้านแรกเลย เห็น "ชบา" สีส้ม สวยมากๆ ต้นละ 35 บาท เราอุดหนุนมา 3 ต้น ในราคา 3 ต้น 100 บาท ... และร้านเดียวกันนี้ เจอ "กุหลาบหนู" ดอกสีชมพู ดอกสีขาว สวยงามมาก ต้นละ 40 บาท เราก็ซื้อมาอีก 3 ต้น ต่อรองราคาคุณพี่เจ้าของร้านจนได้ 3 ต้น 100 บาทเช่นกัน เพิ่งจะเดินร้านแรกก็เสียตังค์แล้ว ซื้อเสร็จก็ฝากต้นไม้เขาไว้ก่อน ขากลับจะแวะมารับ ... จากร้านขายต้นไม้ เดินต่อมาตามทางเดิน ก็จะเข้ามาถึงส่วนที่เป็นตลาดน้ำแล้วล่ะ ... โอโฮ้! อาหารคาวหวาน ผลไม้สด ผักสด และอื่นๆ ตื่นตาตื่นใจ ชวนซื้อ เพียบ!



... บริเวณตลาดน้ำวัดลำพญาจะมีลักษณะเป็นแพยาวผูกเชื่อมต่อกัน และมีเรือลอยลำเทีบท่าขายอาหาร ของหวาน ผลไม้เป็นจำนวนมาก... ส่วนหนึ่งก็จอดอยู่บริเวณส่วนกลางของแพ โดยมีทางเดินขนาบข้างสองข้างทาง ... เรืออีกส่วนหนึ่งก็ลอยลำอยู่ด้านขวาติดกับแม่น้ำท่าจีน ขายอาหารคาวหวานหลากหลายสุดจะบรรยาย เลือกซื้อกันไม่หวาดไม่ไหว เห็นอะไรก็น่าทานไปหมด เราเดินไป... ซื้อของไป หอบหิ้วเต็มไม้เต็มมือ เริ่มตั้งแต่ขนมไทยๆ ... ตามด้วยทอดมันปลากรายใส่กระทงใบตอง ... เมี่ยงคำ ... หมูสะเต๊ะ


... เดินไปเรื่อยๆ จนสุดทางจะมีร้านขายกาแฟ มีเก้าอี้นั่งสบายๆ เลย และตรงร้านขายกาแฟนี้ ก็จะมี "ท่าเรือแจว" รับจ้างพาเที่ยวแม่น้ำท่าจีนด้วยนะ ... เราก็มองหาที่นั่งที่ร้านกาแฟนี่แหล่ะ อุดหนุนกาแฟเย็น และชาดำเย็น จากนั้นก็ซื้ออาหารมาทาน ที่เห็นน่าทานมากๆ ก็ "ผัดไทยกุ้งสด" ... มีคนมาต่อคิวซื้อกันเยอะเชียวนะ รสชาติอร่อยไม่ต้องปรุง




... อิ่มหนำสำราญแล้ว ก็เดินต่อ ข้ามมาอีกแพหนึ่ง ระหว่างทางข้ามจะมีผู้คนยืนให้อาหารปลาอยู่ .. ปลาเยอะมากๆ ตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย เราก็เลยซื้ออาหารปลาถุงละ 10 บาท 2 ถุง ถ้าเป็นขนมปังจะถุงละ 20 บาท



... ด้านในสุดของตลาดน้ำ จะพบกับ "ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ศิลปะวัฒนธรรมไทย ชฎานางหุ่นกระบอก" ... เราเห็นน้องๆ นุ่มโจงกระเบนสีแดง เสื้อสีขาว กำลังเรียนรำไทย (ไม่ทราบว่าเขาเรียกว่ารำไทยแบบไหนนะ ...) บรรยากาศการเรียนดีมาก เพราะที่เรียนอยู่ริมแม่น้ำท่าจีนเลยนะ ลมเย็นสบายเลย ...



... จากบริเวณที่น้องๆ เรียนกันอยู่นั้น จะเป็นเรือนทรงไทย เดินเข้ามาตามทางเดินอันร่มรื่น จะมาพบกับเรือนเปิดโล่ง มี "หัวโขน" วางเรียงกันอยู่มากมาย และมีภาพไทยๆ ประดับฝาผนังสวยงามมาก


... เดินย้อนกลับออกมาทางซุ้มประตูเข้าศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ฯ แห่งนี้เพื่อเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง ตรงบริเวณปากทางนี้ มีแผงขายเห็ด... ชื่อร้าน "เห็ดสดลำพญา" และมีผักสดปลอดสารพิษขายด้วย ... เราก็อุดหนุนอีก ตอนนี้ข้าวของเต็มไม้เต็มมือ และถัดจากแผงขายผักสดนี้ ก็พบกับแผงขาย "กล้วยเล็บมือนาง" หวีละ 10 บาท ก็เลยอุดหนุนมา 2 หวี


... เฮ้อ! เต็มไม้เต็มมือ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแวะซื้อบัวไปปลูกที่บ้านอีก 2 กระถาง ราคา 45 บาท ต่อกระถาง สีสวยเชียว แล้วก็ซื้อดินปลูกบัวมาด้วย 3 ถุง พร้อมปุ๋ยบัวอีก 1 ถุง .... ไม่มีมือจะถือของแล้ว ขากลับออกมาต้องแวะรับต้นไม้ที่ซื้อไว้ตั้งแต่ตอนที่มาถึงตลาดอีก ... คุณพี่เจ้าของร้านต้นไม้ เตรียมใส่ถุงไว้ให้เรียบร้อย 2 ถุงใหญ่ ... คุณพี่งงเลย จะถือไปหมดไม๊เนี่ย ... เราบอก "สบายมาก หุหุหุ" เดินตัวเอียงไปเลย ....


ข้อมูลทั่วไป ::
  • ตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดลำพญา ริมแม่น้ำนครชัยศรี (ท่าจีน) อ. บางเลน จ. นครปฐม
  • ตลาดน้ำแห่งนี้มีเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และ วันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลาประมาณ 06.00-17.00 น.

การเดินทางโดยรถยนต์ ::

  • เส้นทางที่ 1: สายปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ขับตรงไปจนถึงบริเวณสะพานลอยเข้าสู่ศาลายา เลี้ยวขวาขึ้นสะพาน และขับตรงไปผ่านมหาวิทยาลัยมหิดล แล้วเลี้ยวซ้ายผ่านหน้าที่ว่าการอำเภอพุทธมณฑล ถึงสถานีตำรวจพุทธมณฑลแล้วให้เลี้ยวขวาขับรถตรงไปอีกประมาณ 24 กิโลเมตร ก็จะพบวัดลำพญาอยู่ทางซ้ายมือ ใช้เวลาประมาณ 45 นาที
  • เส้นทางที่ 2: สายบางบัวทอง ขับตรงไปประมาณ 10 กิโลเมตร ให้สังเกตป้ายเข้าสู่อำเภอบางเลนด้านซ้ายมือ แล้วเลี้ยวซ้ายตรงไปอีกประมาณ 20 กิโลเมตร จะพบทางแยกซ้ายมืออีกครั้ง (ก่อนข้ามสะพานแม่น้ำท่าจีน) ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ 9 กิโลเมตร ก็จะพบวัดลำพญาอยู่ทางขวามือ

ที่มาของข้อมูล: เว็บไซต์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (http://thai.tourismthailand.org/attraction/nakhonpathom-73-2689-1.html)

วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง


ใครที่มีโอกาสได้ไปเที่ยว "เกาะสมุย" ในช่วงที่ลมฟ้าอากาศดีๆ ปราศจากพายุฝน ก็ขอแนะนำให้แบ่งปันเวลาซัก 1 วัน นั่งเรือไปเที่ยว "อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง" ขอบอกว่าคุ้มค่าที่ได้ไปเยี่ยมเยียน ... แต่ถ้าใครไปช่วงเทศกาล เช่น สงกรานต์ ต้องบอกว่า โหดมันฮา! ยังไงยังงั้น นอกจากอากาศจะร้อนระอุแล้ว ผู้คนยังมืดฟ้ามัวดินอีกด้วย ...

จากการอ่านข้อมูลในเว็บไซต์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ก็ได้ความมาว่า "อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง" เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งที่สอง ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2523 อยู่ห่างจากเกาะสมุยไปทางทิศตะวันตกประมาณ 20 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 63,750 ไร่ เป็นพื้นดินเพียง 50 ตารางกิโลเมตร นอกนั้นเป็นพื้นน้ำ ประกอบด้วยเกาะต่าง ๆ 42 เกาะ ส่วนมากเป็นเกาะหินปูน เกาะที่สำคัญได้แก่ เกาะวัวตาหลับ เกาะพะลวย เกาะวัวจิ๋ว เกาะแม่เกาะ เกาะสามเส้า เกาะไผ่ลวก เกาะคา เกาะหินดับ เกาะวัวกันตัง ฯลฯ หมู่เกาะนี้เดิมเป็นเขตหวงห้ามของทหารเรือ แต่ก็ได้มีราษฎรอพยพไปตั้งบ้านเรือน โดยประกอบอาชีพทำสวนมะพร้าว จับปลา และเก็บรังนก (บนเกาะมีสัมปทานรังนกนางแอ่น) การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทองนี้ หากต้องการความสะดวกสบายหน่อย ก็คงต้องไปติดต่อบริษัททัวร์ที่ให้บริการนำเที่ยว ... สำหรับพลพรรคของเราที่เดินทางไปเยี่ยมเยือนครั้งหนึ่งนั้น ได้ซื้อทัวร์ของบริษัท ไฮเวย์ ทราเวล จำกัด (ถ้าจำไม่ผิด) ราคาคนละ 650 บาท รวมค่ารถรับส่ง เรือออกจากท่าเรือที่ "หน้าทอน" เวลา 08:30 น. กลับมาถึงเกาะสมุยราวๆ17:30 น. ... เป็นเรือโดยสารนั่งสบายๆ จะอาบแดด หรือ จะนั่งหลบแดดก็ได้ พวกเราเหล่าคนไทย ก็หลบแดดกันน่าดู ... แต่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินี่ซิ วิ่งเข้าใส่แดดเลย ... ดีเหมือนกัน ไม่มาแย่งที่นั่งกะพวกเรา



เราใช้เวลาเดินทางอยู่บนเรือ กลางทะเลประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง แล้วก็มีแวะตามเกาะด้วยนะ แต่จำไม่ได้แล้วว่าแวะเกาะไหนบ้าง คือว่าครั้งสุดท้ายที่ไปเที่ยวมาเนี่ยก็นานพอสมควรแล้วล่ะ เท่าที่จำความได้เด็ดๆ เลยก็มีอยู่ 2 แห่ง คือ ทะเลใน หรือ ทะเลสาบกลางภูเขา ซึ่งอยู่บนเกาะแม่เกาะเป็นปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาโดยเกิดจากแอ่งหินปูนที่ยุบตัว ทะเลในมีลักษณะเป็นวงรี กว้าง 250 เมตร ยาว 350 เมตร ลึก 7 เมตร มีเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ ... ตอนที่เราเดินทางไปถึงทะเลในเนี่ย มีตื่นเต้นเล็กๆ เพราะต้องลงเรือหางยาวกัน เรือหางยาวก็ไม่เล็กมากนะ นั่งได้แถวละประมาณ 3 คน จำนวนแถวจำไม่ค่อยได้ว่ามีกี่แถว แต่น่าจะถึง 10 แถวล่ะ ... พอถึงฝั่ง ก็ต้องกระโดดลงน้ำเปียกปอนกันเล็กน้อย มันส์ ! จากนั้นก็ต้องเดินเท้าตามทางเดินสู่จุดชมวิวอีก 400 เมตร จะเห็นทัศนียภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจของทะเลในสีเขียวมรกต เห็นปลาเข็มตัวโตๆ ด้วยนะ รวมทั้งเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของทะเลเปิดซึ่งโอบรอบด้วยโขดเขาและแมกไม้


เกาะวัวตาหลับ เป็นที่ตั้งของที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ด้านหน้าที่ทำการเป็นหาดทรายขาวสะอาดและใกล้ที่ทำการอุทยานฯ ... เรือใหญ่ที่เรานั่งมาก็ไม่สามารถเทียบท่าใกล้กับฝั่งได้ พวกเราก็ต้องลงเรือหางยาวอีกเช่นเคย ก็สนุกไปอีกแบบนะ ... บนเกาะแห่งนี้ มี ถ้ำบัวโบก ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยรูปร่างคล้ายบัวบาน ถัดไปมีทางเดินขึ้นไปยัง จุดชมวิว บนยอดเขา ระยะทางเดินประมาณ 400 เมตร ซึ่งจะมองเห็นหมู่เกาะอ่างทองทอดตัวเรียงรายเป็นแนวยาวไปบนพื้นน้ำสีครามเป็นทัศนียภาพที่สวยงาม


สำหรับใครที่ไม่แข็งแรงพอ หรือมีโรคประจำตัว ก็ไม่ควรปีนขึ้นไปชมวิวบนเกาะวัวตาหลับนี้ เพราะหนทางที่ปีนขึ้นเขาไปจุดชมวิวนั้น ค่อนข้างหฤโหด ไม่ใช่ทางเดินสบายๆ ต้องมีการปีนป่ายไปตามหินผาด้วย แต่ถ้าใครต้องการจะปีนขึ้นไป เพราะไหนๆ ก็ไปจนถึงสถานที่นี่แล้ว แนะนำให้ลองปีนขึ้นไปที่จุดชมวิวจุดแรก ซึ่งก็พอเห็นวิวสวยงามเหมือนกัน สามารถมองรอดผ่านทิวมะพร้าว ... เห็นหาดทรายสีขาว มีเรือจอดอยู่ริมหาด ... ส่วนใครที่แข็งแรงพอก็ปีนต่อไปได้ แต่ต้องขอบอกว่าช่วงสุดท้ายของการขึ้นสู่จุดชมวิว ซู๊ดยอด! จริงๆ หน้าผาชันๆ ใครขาสั้น จะปีนยากมาก คิดถึงแล้วยังเสียวไส้อยู่เลย ปีนขึ้นไปได้ไงไม่รู้ ... แต่พอผ่านจุดนี้ขึ้นไปได้ มองลงมาด้านล่าง .... ขอบอกว่า "คุ้มจริงๆ" เพราะจะได้เห็นวิวของหมู่เกาะอ่างทองทอดตัวเรียงรายเป็นแนวยาวไปบนพื้นน้ำสีครามเป็นทัศนียภาพที่สวยงาม


ขั้นตอนที่ 4: การพิมพ์ข้อความลงบนรูปภาพ .. การที่ได้ปีนขึ้นไปยังจุดชมวิวสูงสุดของเกาะวัวตาหลับนี้ ขอบอกว่าโหด แต่คุ้มค่า เพราะจะได้นั่งดื่มด่ำกับทัศนียภาพที่งดงาม ยิ่งถ้าไปวันที่ฟ้าเปิด ท้องฟ้าสดใส ตัดกับท้องทะเลสีคราม คงหายเหนื่อยแน่นอน ... แต่วันที่เราไปนั้น ท้องฟ้าจะหม่นๆ เพราะว่ามีฝนน่ะ เสียดายจริงๆ

ถ่ายภาพและเล่าเรื่องโดย: ครูเจี๊ยบ
ที่มาข้อมูล: เว็บไซต์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย


วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2551

พุทธมณฑล

เช้าวันเสาร์ อากาศสบายๆ ตื่นเช้ามาก็พยายามทำจิตใจให้สดชื่นเบิกบาน ว่าแล้วก็ชวนเพื่อนร่วมทางไปไหว้พระขอพรกันดีกว่า ... พุทธมณฑล เป็นสถานที่ที่พวกเราตั้งใจจะไปไหว้พระกัน ขับรถออกจากบ้านมุ่งหน้าไปตามถนนสายปิ่นเกล้า-นครชัยศรี แล้วก็แยกเข้าถนนพุทธมณฑลสาย 4 ไปเล็กน้อย ก็ถึงที่หมายปลายทาง โชคดีที่วันนี้ไม่ค่อยมีคนซักเท่าไหร เราจอดรถที่ลานจอดรถกว้างขวาง เดินเข้าไปในศาลาที่อยู่ติดกับลานจอดรถ จุดแรกที่เราตรงเข้าไปทันทีที่จอดรถ คือ แผงขายหนังสือ ... เห็นหนังสือเป็นไม่ได้ต้องตรงรี่เข้าใส่ ดูไปดูมา .... ก็ชวนกันไปไหว้พระก่อนดีกว่า เดี๋ยวค่อยกลับมาซื้อหนังสือ



เราก็เดินกันไปตามทางเดิน สู่องค์พระประธาน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางลีลา เป็นพระประธานของพุทธมณฑลมีความสูง 2,500 กระเบียด (ประมาณ 15.875 เมตร) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานนามว่า “พระศรีศากยะทศพลญาณประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์” รอบองค์พระประธานเป็นสถานที่จำลองของสังเวชนียสถาน 4 ตำบล คือ ตำบลอันเป็นที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน


... บริเวณองค์พระประธาน แดดค่อนข้างร้อน มีพุทธศาสนิกชนไหว้พระขอพรกันอยู่บางตา แต่ก็มีคนทยอยเดินมาเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง


บรรยากาศโดยรอบของพุทธมณฑลมีการจัดสวนไว้สวยงาม ถ้าแดดร่มลมตกเย็นๆ พาครอบครัวมาเดินเล่นน่าจะดีนะ... จะบอกให้!


การเดินทาง จากกรุงเทพฯ สามารถเข้าถึงได้หลายเส้นทาง ::

  1. เดินทางไปตามถนนเพชรเกษมถึงประมาณกิโลเมตรที่ 22 เลี้ยวขวาเข้าถนนพุทธมณฑลสาย 4 ไปประมาณ 8 กิโลเมตร

  2. เดินทางไปตามถนนสายปิ่นเกล้า-นครชัยศรี แล้วแยกเข้าถนนพุทธมณฑลสาย 4 ไปเล็กน้อย

  3. เดินทางโดยใช้ถนนพุทธมณฑลสาย 3 แยกเข้าสู่ถนนอุทยาน(อักษะ) เพื่อมุ่งเข้าสู่พุทธมณฑลได้ ถนนอุทยาน(อักษะ)เป็นถนนที่ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยแนวเสาไฟประดับรูปกินรี น้ำพุและไม้ประดับต่างๆ มีทัศนียภาพที่สวยงาม

ถ่ายภาพและเล่าเรื่องโดย: ครูเจี๊ยบ
(แหล่งข้อมูล: เว็บไซต์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)

เกาะเกร็ด นนทบุรี


เกาะเกร็ด แหล่งอารยธรรมไทย - มอญ ใกล้เมืองกรุง วันหยุดสุดสัปดาห์ หากไม่ต้องการขับรถไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ ให้เหนื่อยเมื่อยล้า เกาะเกร็ด อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ การเดินทางไปเที่ยวเกาะเกร็ดนี้ง่ายดายมาก ขับรถมาที่ 5 แยกปากเกร็ด เข้ามาทางท่าน้ำนนท์ แล้วไปลงเรือข้ามฟากที่วัดสนามเหนือ ... ข้ามฟากไปขึ้นที่ท่าน้ำวัดปรมัยยิกาวาส แล้วก็เดินตามทางเดิน แวะนมัสการพระพุทธรูปประจำจังหวัดนนทบุรี พร้อมชมพิพิธภัณฑ์ รัชการที่ 5



เกาะเกร็ดเป็นชุมชนชาวไทย-มอญ ที่อยู่กันอย่างสงบตามแบบวิถีไทย บนเกาะเกร็ดนี้จะไม่มีรถราวิ่งให้เสียอารมณ์ เท่าที่เห็นจะมีมอเตอร์ไซต์บ้าง จักรยานบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเดินเท้ากัน ไปตามถนนเล็กๆ รอบเกาะ การเดินเที่ยวชมวิถีชีวิตบนเกาะเกร็ดนี้ เดินกันไปได้เรื่อยๆ ตามทางเท้า ระหว่างทางจะมีร้านค้าเล็กๆ ซึ่งจริงๆ ก็คือส่วนของหน้าบ้าน ที่วางขายของที่ผลิตบนเกาะเกร็ด นั่น ก็คือผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาแบบต่างๆ ให้เลือกซื้อหาเป็นของที่ระลึก ติดไม้ติดมือกลับไป

หากใครที่ต้องการชม วิธีการทำเครื่องปั้นดินเผา ก็จะมีให้แวะชมเรื่อยๆ ตามทาง ... ชาวบ้านที่นี่ใจดี สนใจจะชมการทำเครื่องปั้นดินเผา ก็แวะเข้าไปชมได้เลย ปั้นกันให้ดูสดๆ งานเขาปราณีตจริงๆ นอกจากจะมีงานปั้นให้ชมแล้ว เดินไปเดินมา อาจจะเจองานแกะสลักลวดลายบนดินเผานี้ ... เห็นแล้วน่าชื่นชมจริงๆ เป็นงานที่ละเอียดอ่อนมากๆ ... ตามสองข้างทางที่เดินชม ท้องร้องเพราะความหิวขึ้นมาเมื่อไร ก็สามารถมองหาร้านอาหารได้ง่ายดาย เรียกว่า ทุกๆ 2 หลังคาเรือน จะเจอร้านขายอาหาร ..... ท่านใดที่มีเวลามากพอ ขอแนะนำให้ไปขึ้นเรือนำเที่ยว ไปชมรอบเกาะเกร็ด และแวะดูการทำขนมหวานที่ "คลองขนมหวาน" พร้อมซื้อขนมติดไม้ติดมือไปด้วยก็ดีนะจะบอกให้ ...

ถ่ายภาพและเล่าเรื่องโดย: ครูเจี๊ยบ

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ



อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพเป็นโบราณสถานสำคัญที่น่าสนใจศึกษาหาความรู้มากที่สุดแห่งหนึ่งของเพชรบูรณ์ ได้รับรางวัล Thailand Tourism Award ประจำปี 2543 ประเภทแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมโบราณสถานยอดเยี่ยม






อุทยานฯมีพื้นที่ครอบคลุมโบราณสถานในเมืองเก่าศรีเทพ ซึ่งมีชื่อเดิมว่า "เมืองอภัยสาลี" สร้างขึ้นในยุคขอมเรืองอำนาจ มีอายุไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี เมืองโบราณศรีเทพมีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 2,889 ไร่ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เมืองส่วนใน มีพื้นที่ 1,300 ไร่ มีลักษณะเป็นรูปเกือบกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 กิโลเมตร มีช่องทางเข้าออก 6 ช่องทาง พื้นที่ภายในเป็นที่ราบลอนคลื่น มีสระน้ำ หนองน้ำกระจายอยู่ทั่วไป



พบซากโบราณสถานกว่า 70 แห่ง บางแห่งได้รับการขุดแต่งบูรณะแล้ว และ เมืองส่วนนอก มีพื้นที่ 1,589 ไร่ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าต่อกับเมืองส่วนใน ขนาดเป็น 2 เท่าของเมืองส่วนใน มีช่องทางเข้าออก 6 ช่องทาง มีสระน้ำกระจายอยู่ทั่วไป และพบโบราณสถานกระจายอยู่แบบเดียวกัน
(แหล่งข้อมูล: เว็บไซต์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)


แหล่งขุดค้นทางโบราณคดี ::

การเยี่ยมชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพนี้ หากไม่ใช้บริการรถรางของทงอุทยานฯ คุณก็สามารถขับรถส่วนตัวไปตามเส้นทางที่จะมีป้ายบอกทางเป็นระยะๆ ... ภายในพื้นที่อันกว้างใหญ่ของอุทยานฯ จะพบกับอาคารขนาดไม่ใหญ่มากนัก 1 หลังมีป้ายบอกทางว่า "แหล่งขุดค้นทางโบราณคดี" พวกเราจอดรถไว้ในลานจอดรถขนาดกระทัดรัด และเดินเข้าไปตามทาง ภายในอคาร "แหล่งขุดค้นทางโบราณคดี" นี้ มีซากโครงกระดูกของช้าง และมนุษย์ให้เราได้ชม และศึกษาข้อมูล



ข้อมูลทั่วไป::

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00–16.30 น. อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 30 บาท รถยนต์นำเข้าอุทยาน คันละ 50 บาท สำหรับผู้ที่สนใจเข้าชมเป็นหมู่คณะและต้องการติดต่อวิทยากรบรรยาย ติดต่อโดยตรงได้ที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ 67170 โทร. 0 5682 0122, 0 5682 0123



การเดินทาง::
เมืองศรีเทพอยู่ห่างจากตัวเมืองเพชรบูรณ์ประมาณ 130 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 21 เส้นสระบุรี-หล่มสัก ถึงหลักกิโลเมตรที่ 102 แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 2211 ไปอีกประมาณ 9 กิโลเมตรจะเห็นป้ายบอกทางเข้าอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพอยู่ด้านขวามือ รถโดยสารประจำทาง มีทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศออกจากสถานีขนส่งหมอชิต กรุงเทพฯ มาลงที่ตลาดอำเภอศรีเทพ (บ้านกลาง) แล้วต่อรถรับจ้างเข้าสู่อุทยานฯ

จากอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เพชรบูรณ์ หากขับรถไปอำเภอวิเชียรบุรี ตามถนนหลวงหมายเลข 2275 เพื่อที่จะเดินทางต่อไปยัง "เขาค้อ" จะพบกับรถบรรทุกอ้อยตลอดเส้นทาง บ้างก็วิ่งดีๆ อยู่ตามถนนหลวง ... บ้างก็นอนตะแคงอยู่ริมข้างทาง ... ก็บรรทุกหนักซะขนาดนั้น เข้าโค้งที่จะเหลือเหรอ...

นี่ก็อีกคันหนึ่ง ... จริงๆ ก็เป็นหนึ่งในอีกไม่รู้กี่สิบคัน บรรทุกกันซะเต็ม (ล้น...เกิน) พิกัดกันซะขนาดนี้ ... ใครที่สนใจต้องการชมวิถีชีวิตของชาวไร่อ้อย ถ้ามีโอกาสไปเพชรบูรณ์ลองขับรถไปตามถนนหลวงเส้นเล็กๆ เช่น หมายเลข 2275 (ไม่ใช่ทางหลวงหมายเลข 21 นะ เส้นนี้ใหญ่ไป ... ไม่ได้สัมผัสวิถีชีวิต) ... จะมองหาเพื่อนร่วมทางที่เป็นรถเก๋งยากมาก จะมีแต่รถกระบะ ... รถบรรทุกอ้อย... รถอีแต๋น และฝูงวัว


ถ่ายภาพและเรื่องโดย: ครูเจี๊ยบ


วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2551

วัดบรมราชากาญจนาภิเษกฯ

วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ฯ อำเภอบางบัวทอง จ. นนทบุรี อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก วันหยุดสุดสัปดาห์ พาสมาชิกในครอบครัว เพื่อนๆ เดินทางกันไปทำบุญกัน นอกจากจะได้อิ่มบุญกันแล้ว ยังอิ่มตากับความวิจิตรบรรจง อลังการ งดงามของศิลปแบบจีน


ซุ้มประตูทางเข้าวัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ คณะสงฆ์จีนนิกายรังสรรค์


วัดบรมราชาฯ นี้ เดิมเป็นโรงเจเก่า ต่อมาได้มีการสร้างใหม่อย่างวิจิตรสวยงามด้วยศิลปะแบบจีน เพื่อร่วมเฉลิมฉลองและถวายเป็นพระราชกุศลในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครองราชย์ครบ 50 ปี



วัดแห่งนี้ เป็นที่ประดิษฐานของพระประธาน 3 องค์ที่เป็นสัญลักษณ์เปรียบเสมือน
ศูนย์กลางของพุทธจักรวาล


วิหารพระอวโลกิเตศวร พระกวนอิมโพธิสัตว์ (เจ้าแม่กวนอิม) สร้างจากไม้สักแกะสลักอย่างสวยงาม

การเดินทาง ::
  • หากขับรถมาตามถนนงามวงศ์วาน มุ่งหน้าไปทางแคราย เข้าถนนรัตนาธิเบศร์ ข้ามสะพานพระนั่งเกล้า พอลงสะพานมาก็พยายามวิ่งทางคู่ขนาน เพราะว่าพอถึงแยกบางพลู ต้องเลี้ยวขวาที่แยกนี้ ... อย่าเผลอขับรถข้ามสะพานที่แยกนี้นะ ถ้าข้ามไปแล้ว ก็หาทาง U-turn กลับมาได้เลย ... พอเลี้ยวขวาที่แยกบางพลูนี้แล้ว ให้ขับตรงไปเรื่อยๆ จะมีป้ายบอกทางไปวัดบรมราชาฯ หาไม่ยากหรอก จุดสังเกตคือ จะผ่าน สำนักงานเทศบาลเมืองบางบังทองก่อนนะ (อยู่ทางขวา) พอเลยเทศบาลมาไม่ไกล ก็ใกล้จะถึงวัดแล้ว หน้าปากซอยเข้าวัดจะมีปั๊มน้ำมัน ปตท. ให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยนี้เลย (ถ้าเลยปั๊ม ปตท. นี้ แสดงว่าเลยแล้ว) เข้าไปในซอยนิดเดียว จะเห็นวัดอย่างชัดเจนอยู่ทางซ้าย เลี้ยวรถเข้าไปที่จอดรถได้เลย

ถ่ายภาพและเล่าเรื่องโดย: ครูเจี๊ยบ

ตลุยบึงฉวาก สุพรรณบุรี


... ก่อนอื่นขอบอกว่า ใครที่คิดจะไปเที่ยวบึงฉวาก จังหวัดสุพรรณบุรี ขอแนะนำให้ออกเดินทางจากกรุงเทพแต่เช้า เพราะว่าระยะทางไกลไม่ใช่เล่น ครั้งแรกที่ได้ยินคนบอกว่า บึงฉวากน่าเที่ยว อยู่จังหวัดสุพรรณบุรี ฟังดูก็ไม่น่าไกล สุพรรณบุรีอยู่แค่นี้เอง ถนนสาย 340 ก็เป็นถนนหลวงที่ปรับปรุงให้ใหม่อยู่ตลอดเวลา ทำให้คิดไปว่า ขับรถแป๊บเดียวคงถึง ... แต่ที่ถึงเร็วนั่นนะ คือ ตัวเมืองสุพรรณ นะจะบอกให้... ถ้า
จะไปให้ถึงบึงฉวาก ต้องขับรถจากตัวเมืองสุพรรณไปอีก 60 กว่ากิโลโน้น ... อยู่ติดกับ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท โน้นเลยจ้า รวมความแล้ว ระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึง บึงฉวาก ก็ราวๆ 170 กิโลเมตร เห็นจะได้ (กรุงเทพ - สุพรรณ ประมาณ 100 กม. และ ตัวเมืองสุพรรณ ถึง บึงฉวาก ราวๆ 67 กม.)

เราออกเดินทางจากบ้านแถวประชาชื่น-นนทบุรี ราวๆ 9 โมงเช้า (สายนะเนี่ย) ไปตามเส้นทางที่ใกล้บ้านมากที่สุด นั่นคือ สะพานพระราม 5 โดยขับรถไปถึงสี่แยกแคราย เลี้ยวซ้าย ตามป้ายสะพานพระราม 5 ไปโลด จากนั้นขับไปเรื่อยๆ แล้วก็เปลี่ยนไปตามป้าย "บางบัวทอง" วิ่งฉิวๆๆๆ ไป พอเห็น
ป้ายบอกทางไป "สุพรรณบุรี" ที่แยกออกไปด้านซ้าย ทางหลวงหมายเลข 340 เราก็มุ่งหน้าตามป้ายนั้นไปโลดลิ่วเลย ถนนดีจริงๆ เหยียบคันเร่งไปได้สบายๆ แต่ขอบอกว่าถ้าเดินทางช่วงสายๆ แบบนี้ รถบรรทุกเยอะมากๆ

เดินทางถึงตัวเมืองสุพรรณบุรีราวๆ 10 โมงนิดๆ แวะสักการะ "ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง" จ.สุพรรณบุรี ใครที่จะมาสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ไปไม่ยากหรอก พอมาถึงตัวเมืองจังหวัดสุพรร
ณบุรี ก็มองหาป้ายบอกทางไปศาลเจ้าพ่อหลักเมือง แล้วก็ขับตามป้ายมาเรื่อยๆ หาไม่ยาก อยู่ติดถนนใหญ่

หลังจากที่กราบไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเรียบร้อยแล้ว ขับรถออกมา ก็ตามป้าย "บึงฉวาก" ซึ่งจะมีป้ายบอกทางตลอด ป้ายใหญ่ด้วย ถ้าใครพลาดป้ายบอกทางไปบึงฉวาก ก็สามารถตามป้ายบอกทาง "ชัยนาท" ได้ ... ไปทางเดียวกันนั่นล่ะ ไม่หลงหรอก .... พอเข้าถนนหลวงเส้นหลัก 340 ไปได้ ก็วิ่งโลดเลยนะ ตามป้าย "บึงฉวาก" ไปได้เลย มีป้ายบอกทางทุกๆ 10 กม. เห็นจะได้ ป้ายใหญ่โตสีน้ำเงิน ชัดเจนอยู่ริมถนนด้านซ้ายนะ ไม่ใช่เกาะกลางถนน เกาะกลางถนนจะเป็นหลักกิโลเมตร ของทางหลวง...

... ถึงที่หมายซะที เที่ยงพอดี ทำเวลาได้ไม่เบาที่เดียว ขับรถเรียบบึงมาเรื่อยๆ จะผ่านสวนสัตว์ เราไม่ได้แวะชม แต่ขับรถผ่านดู เห็นกรงลิง ม้าลาย นกชนิดต่างๆ เห็นมีกรงนกขนาดยักษ์ด้วยนะ ขับเรื่อยๆ มาตามทาง ก็ดูร่มรื่นดีนะ ผ่าน "อุทยานผักพื้นบ้านเพื่อการยังชีพ เฉลิมพระเกียรติบึงฉวาก" ... เดี๋ยวจะกลับมาแวะชมนะ ขับต่อไปจนถึง "สถานแสดงพันธ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ" ก็ยังคงไม่แวะ ขับต่อไปอีกนิดว่าจะมีอะไร ปรากฏว่า หมดแล้ว ... เลยต้องวกรถกลับ ... ลืมบอกไปว่า ริมทางที่ผ่านมามีร้านอาหารตลอดทางเลย ... วันนี้ ร้านอาหารดูเงียบเหงา ไม่มีคนเลย อาจจะเป็นเพราะเป็นวันจันทร์ เลยไม่ค่อยมีใครมาเที่ยว


กลับรถมา เลี้ยวเข้าที่จอดรถของ "สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ" ซึ่งมีที่จอดรถ 2 ส่วนนะ ลานจอดรถแบบตากแดด (ถึงก่อน ) กับ แบบในร่ม (เลยมาอีกนิด) ... เราเข้าจอดลานในร่ม สบาย ... แล้ก็เดินเข้าไปด้านใน ... พบกับ Food court ก่อนเลย ด้อมๆ มองๆ ทานอาหารเที่ยงดีกว่า ก็ซื้อคูปองอาหาร ทานพออิ่มท้อง ... ข้าวหมูแดงจานละ 20 บาท ... ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น ก็จานละ 20 บาท .... อิ่มกัน

... ได้เวลาซื้อตั๋วเข้าชมสัตว์น้ำ ผู้ใหญ่คนละ 30 บาทจ้า .. เห็นบอกว่าจะมีการแสดงนักประดาน้ำในตู้ปลาขนาดใหญ่ช่วง 13:30 น. จริงๆ มีหลายรอบนะ แต่เราพลากรอบ 12:00 น.ไปแล้ว

เดินเข้าไป ก็จะพบกับปลาหลากหลายชนิดในตู้กระจก มีป้ายบอกชื่อสายพันธุ์ มีปลาทะเลสีสันสวยงามให้ชมด้วย วันนี้ผู้คนบางตาจริงๆ ดี...ชอบๆๆๆ ไม่แออัด เดินเข้าไปบริเวณตู้ปลาใหญ่ เป็นอุโมงค์สั้นๆ ให้เข้าไปถ่ายภาพปลาได้





... เราเดินรีรออยู่นาน ไม่ถึง 13:30 ซะที เราเลยถอดใจ ไม่ดูแล้ว นักประดาน้ำ ... ออกไปดูจระเข้ดีกว่า

เดินออกจาก"สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ" เลี้ยวไปทางขวา จะพบป้ายบอกไปดูจระเข้ ... มีซุ้มขายเครื่องดื่ม 4-5 ซุ้ม ... มีอยู่ซุ้มหนึ่ง การตลาดดีเยี่ยม ใช้โทรโข่งเรียกลูกค้า ซุ้มนี้เค้าขาย "เฉาก๊วยชากังราว" แก้วละ 10 บาท หวานเย็นชื่นใจ ... เราแวะอุดหนุน 2 แก้ว หวานเย็นจริงๆ เนื้อเฉาก๋วยเหนียวนุ่มมาก อร่อยดี ... พอเราแวะซื้อ คนที่เดินอยู่แถวนั้น ก็แวะซื้อตามเยอะเลย ... ทานเฉาก๊วยชากังราว คลายร้อนไปได้บางเล็กน้อย

... เดินต่อไปตามป้าย "จระเข้" ... เป็นจระเข้น้ำจืด ตัวไม่ใหญ่มาก ทางเดินดูแข็งแรง มีรั้วเหล็กกั้น ไม่ให้คนตกลงไป ด้านล่างเป็นสนามหญ้า ... บ่อน้ำ มีจระเข้นอนอาบแดดหลายสิบตัว... มองไปมองมา เจอป้ายอยู่ป้ายหนึ่ง อ่านแล้วสะดุดตามาก เขียนว่า "จระเข้ทุกตัวโปรดทราบ ให้ผสมพันธุ์และวางไข่ในสถานที่ที่จัดไว้ให้" อื้ม! ... คนเรานี่ก็มีอารมณ์ขันดีนะ ... ที่ที่จัดไว้ให้นี้ คือห้องสำหรับวางไข่ มีป้ายบอก เห็นอยู่หลายห้องเหมือนกัน อิอิอิ จระเข้ที่นี่ คงได้รับการฝึกมาอย่างดี นะเนี่ย!





ถ่ายภาพ-เล่าเรื่องโดย: ครูเจี๊ยบ