วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552

หมู่บ้านดอนมัน จ.มหาสารคาม

ช่วงวันที่ 17 - 19 มิถุนายน 2552 ครูเจี๊ยบมีโอกาสได้เดินทางไป จ.มหาสารคาม เพื่อร่วมบรรยายเรื่อง "การจัดตั้งชุมชนนักปฏิบัติ" (CoP - Community of Practice) ซึ่งเป็นโครงการของกระทรวงไอซีที ... และนับว่าเป็นการเดินทางไปเยือนจังหวัดมหาสารคามเป็นครั้งแรก การไปทำงานในครั้งนี้ ก็ได้ไปเยี่ยมเยี่ยน "ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงบ้านดอนมัน" ... หมู่บ้านดอนมัน หมู่ที่ 13 ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคามเขียวชอุ่มไปด้วยพืช ผัก สมุนไพร พืชสวนครัวตามรั้วบ้านไม่เว้นแม้แต่ที่ดินว่างเปล่าของบ้านแต่ละหลังเต็มไปด้วย ผักอีเลิด ผักแป้น ขิงข่า ตะไคร้ มะเขือหลากหลายพันธุ์ มีโรงเลี้ยงกบที่ปีนี้สามารถขยายพันธุ์ออกมาได้เป็นแสนตัว จับขายทำรายได้ให้กับชาวบ้าน แต่ชาวบ้านที่นี้ก็เน้นผลิตเพื่อบริโภคเอง หากเหลือก็จึงจะนำไปขาย ตามแนวคิดที่ว่า "กินเองเป็นหลัก ขายคนนอกเป็นรอง"



"พ่อใหญ่แห่งหมู่บ้านดอนมัน" เล่าว่า ... แต่ก่อนหมู่บ้านดอนมัน เต็มไปด้วยปัญหาเช่นเดียวกับหมู่บ้านอื่น ซึ่งปัญหาใหญ่ๆนั้นมาจากการที่ชาวบ้านขาดหลักยึดในการดำเนินชีวิต จึงกลายเป็นเพียงเหยื่อของระบบบริโภคนิยม ชาวบ้านติดเหล้า เพราะเครียดจากปัญหาการขายผลผลิตการเกษตรไม่ได้ หรือครอบครัวมีปัญหาชาวบ้านฟุ้งเฟ้อและใช้เงินเกินตัว กลายเป็นหนี้เป็นสิน ด้านการทำเกษตรชาวบ้านต้องพึ่งพาการทำเกษตรแบบใช้สารเคมี ต้องผลิตเกินตัว หลายคนมีหนี้สิน จนกระทั่งวันหนึ่ง ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งคิดว่า อยากพัฒนาหมู่บ้านให้ดีขึ้น ประกอบกับเวลานั้นสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีโครงการให้ทุนหมู่บ้านตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงจึงเข้าร่วมโครงการ แม้ในช่วงแรกๆชาวบ้านบางส่วนยังไม่เชื่อมั่นว่าจะแก้ปัญหาได้ แต่เมื่อผู้นำชุมชนปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วสามารถแก้ไขปัญหาได้จริงๆ ชาวบ้านจึงปฏิบัติตามจนทั้งหมู่บ้านสามารถรวมตัวกันได้อย่างเข้มแข็ง และเป็นชุมชนตัวอย่างที่มีคนสนใจมาศึกษา ดูงานเป็นจำนวนมาก

กิจกรรมการทำเกษตรกรรมฯ ของหมู่บ้านดอนมัน::
กิจกรรมการเพาะเห็ด


น้องๆ กำลังช่วยกันบรรจุถุงเพาะเห็ด




กิจกรรมการเลี้ยงและเพาะพันธุ์เป็ดทั้งเป็ดไข่และเป็ดเนื้อ



กิจกรรมการเลี้ยงและเพาะพันธุ์กบ


กิจกรรมการเลี้ยงและเพาะพันธุ์ไก่ทั้งไก่ไข่ และไก่เนื้อ

กิจกรรมทำยาปราบศัตรูพืชจากน้ำส้มควันไม้

... น้ำส้มควันไม้ ควันที่เกิดจากการเผาถ่านในช่วงที่ไม้กำลังเปลี่ยนเป็นถ่านเมื่อทำให้เย็นลงจนควบแน่นแล้วกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ของเหลวที่ได้นี้เรียกว่า น้ำส้มควันไม้ มีกลิ่นไหม้ ส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นกรดอะซิติกมีความเป็นกรดต่ำ มีสีน้ำตาลแกมแดง นำน้ำส้มควันไม้ที่ได้ทิ้งไว้ในภาชนะพลาสติกประมาณ 3 เดือน ในที่ร่ม ไม่สั่นสะเทือนเพื่อให้น้ำส้มควันไม้ที่ได้ตกตะกอนและแยกตัวเป็น 3 ชั้น คือ น้ำมันเบา (ลอยอยู่ผิวน้ำ)น้ำส้มไม้ และน้ำมันทาร์ (ตกตะกอนอยู่ด้านล่าง) แยกน้ำส้มควันไม้มาใช้ประโยชน์ต่อไป

ประโยชน์และการนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ประโยชน์

น้ำส้มควันไม้มีสารประกอบต่างๆ มากมาย เมื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรจะมีคุณสมบัติ เช่น เป็นสารปรับปรุงดิน สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และสารเร่งการเติบโตของพืช นอกจากนี้ มีการนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม เช่น ใช้ผลิตสารดับกลิ่นตัว ผลิตสารปรับผิวนุ่ม ใช้ผลิตยารักษาโรคผิวหนัง เป็นต้น (ที่มา: http://www.fisheries.go.th/cf-kung_krabaen/agricul1.htm)



ถ่าน ... ได้จากการเผาถ่านเพื่อทำน้ำส้มควันไม้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการหุ้งต้มได้อีกด้วย


กิจกรรมการเลี้ยงและเพาะพันธุ์ปลาดุก


กิจกรรมการเลี้ยงและเพาะพันธุ์หมูป่าพันธุ์ผสม (หมูหลุม)


กิจกรรมทำปุ๋ยชีวภาพ

ปุ๋ยชีวภาพ ... จากขี้ควาย มีท่อพีวีซีส่งตรงเข้าไปในครัวเลย ดีจริงๆ ไม่ต้องเสียตังค์ค่าแก๊สหุงต้ม


กิจกรรมสีข้าวกล้องด้วยโรงสีของชุมชน


กิจกรรมการปลูกผักปลอดสารพิษ


พ่อใหญ่ กะ ผู้ใหญ่บ้าน เก็บพืชผักสมุนไพรให้พวกเราชมกัน ... พืชผักทุกอย่างที่เห็นนี้ เด็ดปุ๊บ! ใส่ปากเคี้ยวปั๊บ กลืนได้เลย ปลอดสารพิษ ... ครูเจี๊ยบชิมมาแล้ว ผักอะไรไม่รู้ พ่อใหญ่บอกว่าเป็นสมุนไพร จำชื่อไม่ได้ แต่รสซ่าๆ พิลึก ... ผู้ใหญ่บ้านเก็บลูกตะขบให้ชิมด้วย หวานมาก ...






* อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ "ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงบ้านดอนมัน" (http://copmahasarakham03.tkc.go.th/)


ถ่ายภาพและเล่าเรื่องโดย : ครูเจี๊ยบ


(มิถุนายน 2552)


วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552

พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี จ.ภูเก็ต

ปลายเดือนกรกฎาคม 2552 ที่ผ่านมา ... เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดภูเก็ต นอกจากจะได้ไปสักการะบูชาหลวงพ่อแช่ม วัดฉลองแล้ว ยังได้มีโอกาสเดินทางไปสักการะบูชา "พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี" พระใหญ่ประจำเมืองภูเก็ต ณ ยอดเขานาคเกิด จ.ภูเก็ต ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการสร้าง ... หากใครที่เดินทางไปที่ตัวเมืองภูเก็ต จะสามารถมองเห็นพระใหญ่ฯ องค์สีขาว เด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดเขา การเดินทางต้องขับรถขึ้นเขาโดยเข้าทางซอยเสน่ห์ ถนนเจ้าฟ้านอก เลยวัดฉลองไปประมาณ 700 เมตร ก่อนที่จะถึงวงเวียนห้าแยก 1 กม.

สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ 42 ไร่ 2 งาน 18 ตารางวา โดยกรมป่าไม้ วัดกิตติสังฆาราม ร่วมกับมูลนิธิพระพุทธมิ่งมงคลศรัทธา ๔๕ ได้จัดสร้างพระพุทธรูปปางมารวิชัย 2 องค์ คือ พระพุทธรูปทองผสมสูง 12 เมตร และพระพุทธรูปคอนกรีตเสริมเหล็กประดับผิวด้วยหินอ่อนหยกขาวสุริยะกันต ขนาดหน้าตักกว้าง 25.45 เมตร สูง 45 เมตร ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นพุทธอุทยานประจำจังหวัดภูเก็ต ด้วยเงินบริจาคจากพสกนิกรชาวไทยและผู้มีจิตศรัทธาทั่วโลก วัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่ธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และน้อมเกล้าถวายแด่พระเจ้าอยู่หัวของปวงชนเช้าไทย (ที่มา: เอกสารเผยแพร่ของมูลนิธิพระพุทธมิ่งมคล ศรัทธา ๔๕)

... ระหว่างทางเดินขึ้นไปสู่องค์พระใหญ่ฯ จะสามารถมองเห็นภาพวิวทะเลอันดามันจากมุมสูง ป่าไม้ที่เขียวชอุ่ม และท้องทะเลสีคราม สวยงามมากๆ

พระใหญ่ฯ องค์จำลองที่วางไว้ทางด้านหน้าขององค์จริงที่กำลังสร้างอยู่ ...

พระพุทธรูปคอนกรีตเสริมเหล็กประดับผิวด้วยหินอ่อนหยกขาวสุริยะกันต ขนาดหน้าตักกว้าง 25.45 เมตร สูง 45 เมตร ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก



คนงานกำลังก่อสร้างส่วนฐานของพระใหญ่ฯ

พระพุทธรูปทองผสมสูง 12 เมตร



ถ่ายภาพ - เล่าเรื่องโดย: ครูเจี๊ยบ
[กรกฎาคม 2552]

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วัดฉลอง จ. ภูเก็ต

ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2552 มีโอกาสเดินทางไปทำงานที่ จ.ภูเก็ต ครั้งสุดท้ายที่ได้ไปจังหวัดนี้ก็นานมากๆ แล้ว พอได้กลับไปอีกครั้ง จึงต้องไม่พลาดที่จะไปสักการะบูชาหลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง

วัดฉลอง หรือ วัดไชยธาราราม อยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตประมาณ 8 กิโลเมตร ออกจากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข 4021 ผ่านสามแยกบริเวณสนามกีฬาสุรกุล เลี้ยวซ้ายไปทางห้าแยกฉลอง วัดฉลองจะอยู่ทางซ้ายมือก่อนถึงห้าแยกฉลองประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นวัดที่มีชื่อเสียงของภูเก็ต มีรูปหล่อของหลวงพ่อแช่ม และหลวงพ่อช่วง ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของชาวภูเก็ต (ที่มา: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)

พระมหาธาตุเจดีย์พระจอมไทยบารมีประกาศ เป็นที่ประดิษฐสถานของพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่นำมาจากศรีลังกา ...



ภายในพระมหาธาตุเจดีย์บนข้างฝาผนังจะมีรูปเขียนภาพจิตรกรรมตามพุทธประวัติ และ มีรูปปั้นพระพุทธรูปปางต่างๆภายในอุโบสถ์ตลอดทางขี้นไป

เดินขึ้นบันไดไปยังชั้นที่ 2 จะพบกับพระพุทธรูปหินอ่อน


... และเมื่อเดินขึ้นบันไดไปยังชั้น 3 ท่านจะได้สักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า


หลังจากสักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าแล้ว ... มองออกมาด้านนอกจะพบกับวิวมุมสูงที่งดงาม



TAXI Service ... เมืองภูเก็ต !! ป้ายทะเบียนคล้ายรถครูเจี๊ยบเลย หุหุหุ (6466)

ก่อนกลับ ... ช้อปซะหน่อย แม่ค้าจะได้ดีใจ !!!



ถ่ายภาพและเล่าเรื่องโดย: ครูเจี๊ยบ

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วัดป่าโมกวรวิหาร จ.อ่างทอง

วัดป่าโมกวรวิหาร อยู่ในเขตเทศบาลตำบลป่าโมก ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศตะวันตกห่างจากอำเภอเมืองอ่างทองไป 18 กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 309 (สายอ่างทอง-อยุธยา) กิโลเมตรที่ 40 แล้วเข้าทางหลวงหมายเลข 329 จากนั้นเข้าทางหลวงหมายเลข 3501 จะเห็นป้ายทางไปวัดป่าโมก ภายในวัดแห่งนี้มีพระพุทธไสยาสน์ที่งดงามมากองค์หนึ่งของเมืองไทย องค์พระก่ออิฐถือปูนปิดทอง มีความยาวจากพระเมาลีถึงปลายพระบาท 22.58 เมตร สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสุโขทัย มีประวัติความเป็นมาเล่าขานกันว่า พระพุทธรูปองค์นี้ลอยน้ำมาจมอยู่หน้าวัด ราษฎรบวงสรวงแล้วชักลากขึ้นมาประดิษฐานไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำ ในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชก่อนที่จะยกทัพไปรบกับพระมหาอุปราชได้เสด็จมาชุมนุมพลและถวายสักการะบูชาพระพุทธรูปองค์นี้ (ที่มา: เว็บไซต์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)


การเดินทางมาจังหวัดอ่างทองในครั้งนี้ ขับรถกันมาสบายๆ ออกจากบ้านก็บ่ายแล้ว คิดว่าจะไปเยี่ยมชมและอิ่มบุญกันได้ไม่กี่วัด แต่ปรากฏว่า จังหวัดอ่างทองนี้มีวัดมากมาย และอยู่ไม่ห่างไกลกันซักเท่าไร ... ทริปวันนี้ เริ่มต้นจากการแวะสักการะบูชาพระประธานที่วัดท่าสุทธาวาส ชมการปั้นตุ๊กตาชาววัง .. จากนั้นออกเดินทางต่อโดยย้อนกลับมาที่ถนนใหญ่ และวิ่งเลยไปในเส้นทางเดิม ... ถึงแยกไฟแดงเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 329 ทางนี้เป็นเส้นทางไปสุพรรณบุรีได้ ... พอขับรถข้ามสะพานข้ามแม่น้ำ ลงสะพานก็เลี้ยวซ้ายตามป้ายบอกทาง "วัดป่าโมกวรวิหาร" ... หาไม่ยาก


ถ่ายภาพ - เล่าเรื่อง โดย :: ครูเจี๊ยบ
[วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2552]

วัดท่าสุทธาวาส จ.อ่างทอง

ขับรถสบายๆ ขึ้นทางด่วนงามวงศ์วาน มุ่งหน้าสู่บางปะอิน ... เพื่อเดินทางไปไหว้พระ อิ่มบุญกันที่จังหวัดอ่างทอง จุดหมายปลายทางแรกของทริปนี้ คือ วัดท่าสุทธาวาส ... ขับรถไปลงที่ทางลง "บางปะอิน" เสียค่าทางด่วน 45 บาท ลงทางด่วนมาแล้วก็ขับตามป้าย "บางปะอิน" แล้วก็แยกซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 347 อยุธยา - อ. บางปะหัน ... ขับรถตรงมาเรื่อยๆ ราวๆ 27 ก.ม. จากนั้นเลี้ยวซ้ายไปตามถนนหลวงหมายเลข 309 คราวนี้ก็ตามป้าย "วัดท่าสุทธาวาส" ไปได้เลย

พระอุโบสถ ::


เดินมาที่หน้าวัดจะพบกับพระอุโบสถที่งดงาม เป็นพระอุโบสถที่สร้างขึ้นถวายสมเด็จพระเทพฯ ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 3 รอบ


ภายในพระอุโบสถมีพระประธานให้ท่านได้กราบไหว้บูชา

หลังจากที่กราบไหว้พระประธานแล้ว อย่าลืมชื่นชมความวิจิตรงดงามของจิตรกรรมฝาผนัง


ภูมิทัศน์ภายนอกร่มรื่น เขียวชอุ่มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ และสนามหญ้าเขียวขจี... ด้านหลังอุโบสถ จะพบกับ "ต้นสาละอินเดีย" ที่กำลังออกดอกงดงาม จนอดที่จะเก็บภาพมาไม่ได้

ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ ::


ด้านข้างของพระอุโบสถ ... มีศาลที่ประดิษฐานพระบรมรูปของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระอนุชาคือสมเด็จพระเอกาทศรถ

คุ้มสุวรรณภูมิ :: ศูนย์ตุ๊กตาชาววัง

เดินออกไปทางด้านหลังพระอุโบสถจะมีเรือนไทยหลังหนึ่งเรียกว่า คุ้มสุวรรณภูมิ ที่นี่เป็นศูนย์ตุ๊กตาชาววังฝีมือชาวบ้าน ซึ่งเป็นโครงการในพระบรมราชินูปถัมภ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ถ่ายภาพ - เล่าเรื่องโดย: ครูเจี๊ยบ
[วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2552]